จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

อิตาลีเมืองมรดกโลก


โคลอสเซียม (อังกฤษColosseum หรือ Flavian AmphitheatreอิตาลีColosseo - โคลอสโซ) เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 10 ปี


กัมโป เดย์ มีราโกลี (Campo dei Miracoli) หรือ ที่ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในชื่อ จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซา คือบริเวณที่ล้อมรอบด้วยกำแพง ใจกลางเมืองปิซา แคว้นทัสเคนี ประเทศอิตาลีประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างหลัก 4 อย่าง ได้แก่ มหาวิหารปิซา (Duomo) หอเอน (Torre) หอศีลจุ่ม(Baptistery) และ สุสาน (Camposanto)


ชายฝั่งอามาลฟี (อังกฤษAmalfi Coast) เป็นชายฝั่งทางตอนใต้ของคาบสมุทรซอร์เร็นติเน (Sorrentine Peninsula) ของประเทศอิตาลี ที่เริ่มตั้งแต่โพสซิตาโนทางตะวันตกไปถึงวิเอตริมาเรทางตะวันออก เมืองที่เรียงรายเป็นระยะๆ บนชายฝั่งอามาลฟีก็รวมทั้งวิเอตริซุลมาเรเชตารา,มาอิโอริมิโนริราเวลโลสคาลาอาตรานิอามาลฟีคอนคาเดอิมารินิฟูโรเรพราอิอาโน และโพสซิตาโนชายฝั่งอามาลฟีมีชื่อเสียงว่าเป็นชายฝั่งที่เป็น rugged terrain, มีทิวทัศน์ที่สวยงาม และเมืองที่งามเหมือนรูปถ่าย “ชายฝั่งอามาลฟี” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1997 ชายฝั่งใช้เป็นฉากในภาพยนตร์เรื่อง “นายไปรษณีย์” (Positano) ในปี ค.ศ. 1953 จากนวนิยายที่เขียนโดยนักเขียนอเมริกันผู้มีชื่อเสียงจอห์น สไตน์เบ็ค (John Steinbeck)


ฟลอเรนซ์ (อังกฤษFlorence) หรือ ฟีเรนเซ (อิตาลีFirenze) เป็นเมืองหลวงของแคว้นทัสกานีและจังหวัดฟลอเรนซ์ในประเทศอิตาลี ระหว่าง ค.ศ. 1865 ถึง ค.ศ. 1870 ฟลอเรนซ์ก็เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอิตาลี ฟลอเรนซ์ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์โน มีประชากรประมาณ 400,000 คนและอีก 200,000 คนในบริเวณปริมณฑล ฟลอเรนซ์ในยุคกลางเป็นศูนย์กลางทางการค้าและทางการเงิน และถือกันว่าเป็นที่เกิดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ตระกูลที่มีอำนาจการปกครองฟลอเรนซ์เป็นเวลานานคือตระกูลเมดิชิ (Medici) นอกจากนั้นฟลอเรนซ์ก็ยังมีชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ในยุคกลางฟลอเรนซ์เป็นที่รู้จักกันในนามว่าเอเธนส์ ใจกลางเมืองเก่าของฟลอเรนซ์ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525)



มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (ภาษาอังกฤษ: Basilica of Saint Peter, ภาษาละติน: Basilica Sancti Petri) รู้จักกันโดยชาวอิตาลีว่า Basilica di San Pietro in Vaticano หรือเรียกกันสั้นๆว่าเซนต์ปีเตอร์บาซิลิกา (Saint Peter's Basilica) มหาวิหารนี้เป็นมหาวิหารหนึ่งในสี่ของมหาวิหารหลักในกรุงโรมประเทศอิตาลี (อีกสามมหาวิหารคือ: มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รันมหาวิหารซานตามาเรียมายอเร และ มหาวิหารเซ็นต์พอลนอกกำแพง


เมืองปอมเปอี (Pompeii) ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 550 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ยังเป็นเพียงเมืองของชนเผ่าเร่ร่อน จนกระทั่ง 80 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปอมเปอีจึงได้เป็นเมืองของอาณาจักรโรมัน และชาวปอมเปอีจึงได้รับการยอมรับเป็นพลเมืองโรมัน หลังจากนั้นไม่นาน ชาวโรมันที่มั่งคั่งพากันสร้างบ้านพักตากอากาศตามชายฝั่งทะเลของปอมเปอี และบริเวณลาดเขาของภูเขาไฟวิสุเวียส และผู้คนเหล่านี้ได้ลงทุนทำอุตสาหกรรมผลิดสิ่งหรูหราฟุ่มเฟือยขึ้นในเมืองนี้ และไม่นานปอมเปอีก็กลายเป็นศูนย์กลางการค้าอันมั่งคั่ง เต็มไปด้วยผูคนที่มีความสามารถสูง ภายในเมืองมีทั้งสถาปัตยกรรมต่างๆที่ไม่เหมือนใครอยู่มากมาย แต่ที่เด่นๆก็คือ หลังคาเหนือห้องโถงจะมีช่องโหว่ใหญ่ด้านกว้าง และหลังคาเอียงลาดลงไปทางรูโหว่นั้น เมื่อฝนตก น้ำฝนจะไหลลงไปตามหลังคา ลงไปตามรูโหว่ และไหลลงสู่อ่างกระเบื้องที่อยู่ใต้รูโหว่ และไหลสู่ถังเก็บน้ำ และนอกจากนี้ ยังสะพานส่งน้ำและน้ำพุสาธารณะ ซึ่งน้ำสะอาดมาก แต่ชาวปอมเปอีจะสะดวกสะบายมากต่อเมื่อมีฐานะดี แต่ครอบครัวที่ยากจนลงมาจะต้องเริ่มทำงานหาเลี้ยงตนตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ผู้ที่ร่ำรวยส่วนมากก็เป็นทาสที่เป็นอิสระแล้ว ซึ่งคนรวยประเภทนี้ไม่มีอำนาจทางการเมือง คนที่จะมีอำนาจทางการเมืองได้นั้นจะต้องไม่เคยเป็นทาส



ปิซา (อิตาลีPisa) อยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์โน เป็นเมืองหลวงของจังหวัดปิซาอยู่ในแคว้นทัสกานี ประเทศอิตาลี อยู่ทางตะวันตกของเมืองฟลอเรนซ์ (ฟีเรนเซ) ประมาณ 100 กิโลเมตร และทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเซียนาปรมาณ 130 กิโลเมตร
จตุรัสดูโอโมแห่งปิซาได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1987




สะพานส่งน้ำวันวีเตลลี หรือ สะพานส่งน้ำคาโรไลน์ (อังกฤษAqueduct of Vanvitelli หรือ Caroline AqueductอิตาลีAcquedotto Carolino) เป็นสะพานส่งน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อส่งน้ำสำหรับการใช้สอยที่พระราชวังกาแซร์ตาและรีสอร์ตซานลูซีโอ แหล่งน้ำที่ใช้ส่งมาจากตีนเขาตาบูร์โนจากบ่อน้ำพุธรรมชาติที่ฟิซโซในบุชชาโนไกลออกไปราว 38 กิโลเมตรที่ส่วนใหญ่ส่งใต้ดิน งานสร้าสะพานว่าจ้างโดยพระเจ้าชาลส์ที่ 7 แห่งเนเปิลส์ และออกแบบโดยสถาปนิกลุยจี วันวีเตลลี ที่กลายมาเป็นชื่อของสะพานต่อมา การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1753 และเปิดทำการใช้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1762 ส่วนของสถาปัตยกรรมที่ยังคงอยู่ในสภาพที่ได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดีคือช่วงที่เป็นสะพานทูฟาที่ยาว 529 เมตรที่เชื่อมหุบเขาเขามัดดาโลนีระหว่างเขาโลกาโนทางตะวันออกกับเขาการ์ซาโนทางตะวันตก ซึ่งสร้างตามแบบสะพานส่งน้ำแบบโรมัน เป็นแนวโค้งซ้อนสามชั้นที่จุดที่สูงที่สุดสูง 55.8 เมตร ช่วงนี้เป็นช่วงที่เป็นมรดกโลก

องค์การสหประชาชาติ





องค์การสหประชาชาติ ( The United Nations )


 สหประชาชาติ (อังกฤษUnited Nations; ตัวย่อ: UN) หรือ องค์การสหประชาชาติ (ตัวย่อ: UNO) เป็นองค์การระหว่างประเทศซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อก่อให้เกิดร่วมมือกันของกฎหมายระหว่างประเทศ ความมั่นคงระหว่างประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิทธิมนุษยชน และการบรรลุสันติภาพโลก สหประชาชาติถูกก่อตั้งขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงในปี พ.ศ. 2488 เพื่อแทนที่สันนิบาตชาติ ในการยับยั้งสงครามระหว่างประเทศ และเพื่อเป็นเวทีสำหรับการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาท สหประชาชาติมีองค์การย่อย ๆ จำนวนมากเพื่อดำเนินการตามภารกิจ

วัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติ
องค์การสหประชาชาติได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 เมื่อกฎบัตรสหประชาชาติมีผลบังคับใช้ กฎบัตรสหประชาชาติได้กำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติไว้ ดังนี้
  1. เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติ และ ความมั่นคงระหว่างประเทศ
  2. เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประชาชาติทั้งปวง โดยยึดการเคารพต่อหลักการแห่งสิทธิอันเท่าเทียมกัน
  3. เพื่อให้บรรลุถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ ในอันที่จะแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม หรือ มนุษยธรรม และ การส่งเสริมสนับสนุนการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน และ เสรีภาพขั้นมูลพื้นฐานสำหรับทุกคนโดยไม่เลือกปฎิบัติในเรื่องเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือ ศาสนา
  4. เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับการประสานงานของประชาชาติทั้งหลายให้กลมกลืนกันในอันที่จะบรรลุจุดหมายปลายทางร่วมกัน



หลักการขององค์การสหประชาชาติ

 เพื่อให้องค์การสหประชาชาติสามารถดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ กฎบัตรสหประชาชาติได้วางหลักการที่องค์การสหประชาชาติ และ ประเทศสมาชิกจะพึงยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนอนการระหว่างประเทศ ดังนี้
  1. หลักความเสมอภาคในอธิปไตย รัฐย่อมมีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์
  2. หลักความมั่นคงร่วมกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และ ความมั่นคงร่วมกัน ดำเนินมาตรการร่วมกัน เพื่อป้องกัน และขจัดการคุกคามต่อสันติภาพ
  3. หลักเอกภาพระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศษ รัสเซีย และ จีน
  4. หลังการไม่ใช้กำลัง และ การระงับกรณีพิพาทโดยสันติวิธี
  5. หลักความเป็นสากลขององค์การ เปิดกว้างแก่รัฐที่รักสันติทั้งปวง
  6. หลักการเคารพเขตอำนาจศาลภายใน ปัญหาใดที่ประเทศสมาชิกอ้างว่าเป็นกิจการภายใน สหประชาชาติจะไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าแทรกแซง
องค์กรหลังขององค์การสหประชาชาติ
สหประชาชาติมีการดำเนินงานเกือบทั่งทั้งโลกโดยผ่านหน่วยงานหลัก 6 องค์กร ซึ่งมี
  1. สมัชชา  สมัชชาเป็นที่รวมของประเทศสมาชิกทั้งหมดของสหประชาชาติ ซึ่งทุกประเทศมีสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียง มีหน้าที่พิจารณาและให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ  ภายในกรอบของกฎบัตรสหประชาชาติ แม้ว่าสมัชชากำหนดเป้าหมายและกิจกรรมเพื่อการพัฒนาต่างๆ เรียกร้องให้มีการประชุมระดับโลกในหัวข้อสำคัญๆ และกำหนดปีสากลเพื่อเน้นความสนใจในประเด็นที่สำคัญๆ ของโลก สมัชชามีการประชุมสมัยสามัญปีละครั้ง การลงคะแนนเสียงในเรื่องทั่วๆ ใช้เสียงข้างมากแต่ถ้าเป็นปัญหาสำคัญจะต้องได้คะแนน 2 ใน 3 ของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม
  2. คณะรัฐมนตรีความมั่นคงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ประกอบด้วยสมาชิก 15 ประเทศ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สมาชิกถาวร มี 5 ประเทศ คือ จีน ฝรั่งเศษ รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และ สมาชิกชั่วคราว มี 10 ประเทศ อยู่ในตำแหน่งครั้งละ 2 ปี ในกรณีประเทศสมาชิกถาวรประเทศใดประเทศหนึ่งออกเสียงคัดค้าน ถือว่าเป็นการใช้สิทธิยับยั้ง ( Veto ) อันจะมีผลทำให้เรื่องนั้นๆ ตกไปในยุคของสงครามเย็นการดำเนินงานของคณะมนตรีความมั่นคงประสบกับสภาวะชะงักงัน เนื่องจากการใช้สิทธิยับยั้งของประเทศมหาอำนาจ สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงไม่ว่าจะเป็นสมาชิกประจำหรือไม่ก็ตาม จะต้องงดเว้นออกเสียง เมื่อมีการพิจารณาปัญหาข้อพิพาทที่ตนเป็นคู่กรณีด้วย
  3. คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม มีหน้าที่สำคัญ คือ การส่งเสริมและจัดทำข้อเสนอแนะกิจกรรม ที่มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงเรื่องการค้า การขนส่ง การพัฒนาอุตสาหกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ ประชากรและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของมนุษย์ คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมประกอบด้วยสมาชิก 54 ประเทศ อยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี การลงคะแนนเสียงใช้คะแนนเสียงข้างมาก ภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม ประกอบด้วยคณะกรรมาธิการประจำภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเซียและแปซิฟิก ( The Economic and Social Commission for Asia and The Pacific : ESCAP ) สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร
  4. คณะมนตรีภาวะทรัสตี ประกอบด้วย จีน ฝรั่งเศษ รัสเซีย อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา มีหน้าที่ดูแลดินแดนในภาวะทรัสตีที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ รับผิดชอบอยู่เพื่อให้มีการดำเนินงานเป็นขั้นตอนอันจะนำไปสู่การปกครองตนเอง หรือการได้รับเอกราช เดิมดินแดนในภาวะทรัสตีมี 11 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกา และมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งได้รับเอกราชไปหมดแล้ว ปาเลา ( Palau ) เป็นดินแดนในภาวะทรัสตีแห่งสุดท้าย เดิมอยู่ในความดูแลของสหรัฐอเมริกาได้รับเอกราชเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1994 ส่งผลให้คณะมนตรีภาวะทรัสตีหยุดการปฎิบัติงานอย่างเป็นทางการและจะประชุมเฉพาะเรื่องพิเศษตามความจำเป็น
  5. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ “ ศาลโลก “ ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นองค์การตุลาการที่สำคัญของสหประชาชาติ ประกิบด้วยผู้พิพากษา จำนวน 15 นาย อยู่ในตำแหน่งคราวละ 9 ปี คู่ความที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลได้จะต้องเป็นรัฐคู่กรณีซึ่งเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ถ้ามิใช่สมาชิกจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมัชชา เอกชน จะนำคดีมาสู่ศาลนี้ไม่ได้
  6. สำนักเลขาธิการ ทำหน้าที่บริหารงานของสหประชาชาติภายใต้การนำของเลขาธิการสหประชาชาติเลือกตั้งโดยสมัชชาด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสองในสามทั้งนี้โดยคำแนะนำของคณะมนตรีความมั่นคง เลขาธิการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี โดยหลักการเลขาธิการจะมาจากประเทศที่เป็นกลางหรือไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หร้าที่สำคัญของเลขาธิการ คือ การรายงานสถานการณ์ระหว่างประเทศที่กระทบต่อความมั่นคงระหว่างประเทศให้คณะมนตรีความมั่นคงทราบ และ ทำหน้าที่ทางการทูตของสหประชาชาติ




นอกจากนั้นยังมีองค์กรพิเศษที่ทำงานในฐานะองค์การสหประชาชาติอีกหลายองค์การ เช่น ทบวงการชำนาญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ( Specialized Agencies ) ซึ่งเป็นองค์การอิสระ และ ปฎิบัติงานเฉพาะด้าน ทำหน้าที่ในการส่งเสริมเศรษฐกิจ และ สังคมของประเทศสมาชิกซึ่งจัดตั้งขึ้นตามความตกลงของรัฐบาล ในปัจจุบันมี 16 องค์การ ได้แก่ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ( ILO ) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( FAO ) องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( UNESCO ) องค์การบินพลเรือนระหว่างประเทศ ( ICAO ) ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนาหรือธนาคารโลก ( IBRD/World Bank ) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( IMF ) องค์การอนามัยโลก ( WHO ) สหภาพไปรษณีย์สากล ( UPU ) สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประทศ ( ITU ) สมาคมพัฒนาประเทศระหว่างประเทศ ( IDA ) บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ ( IFC ) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ( WMO )  องค์การกิจการทางทะเลระหว่างประเทศ ( IMO ) องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ( WIPO)  กองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม ( IFAD ) องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ ( UNIDO ) และมีองค์กรอิสระซึ่งมิใช่ทบวงชำนัญพิเศษ ได้แก่ ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยการพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า ( GATT ) และ สำนักงานพลังปรมาณูระหว่างประเทศ ( IAEA ) เป็นต้น

 ในปัจจุบันองค์การสหประชาชาติ ได้จัดตั้งทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติเพื่อปฎิบัติงานอันใดอันหนึ่งหรือเฉพาะด้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการส่งเสริมทางเศรษฐกิจ สังคม และ การศึกษา ในสหประชาชาติ ( UNHCR ) ซึ่งได้ดำเนินการในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติมากมาย ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และ การเมือง องค์การสหประชาชาติ จึงเป็นองค์การหลักที่มีความสำคัญ

เลขาธิการUN คนปัจจุบัน คือ นาย บันกีย์ มูล







สหภาพยุโรป

THE EUROPEAN UNION.


สหภาพยุโรป (European Union –EU) เป็นประเทศที่มีบทบาทความสำคัญในการสร้างกระแสและทิศทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคมระดับโลก โดยมีประเทศสมาชิกที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป 27 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี สเปน ลักแซมเบิร์ก เนเธิร์แลนด์ โปรตุเกส สวีเดน สหราชอาณาจักร ไซปรัส เช็ค เอสโตเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย สโลวาเกีย โรมาเนียและ บัลแกเรีย


แม้สหภาพยุโรปจะเป็นการรวมกลุ่มของรัฐหรือเป็นองค์การระหว่างประเทศ แต่โครงสร้างของสหภาพยุโรปนั้นมีลักษณะ "เหนือชาติ" (supranational trait) อย่างชัดเจน ที่กล่าวเช่นนี้เพราะบรรดารัฐสมาชิกไม่เพียงรวมตัวกันเท่านั้น หากยังร่วมสร้างสรรค์สถาบันหรือหน่วยงานภายใน ซึ่งมีอำนาจเหนือรัฐสมาชิกรัฐใดรัฐหนึ่งโดยเฉพาะ อันประกอบไปด้วย สภายุโรป คณะมนตรี คณะกรรมาธิการ และศาลยุติธรรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้
สภายุโรป
สมาชิกสภายุโรปได้รับเลือกตั้งโดยตรงทุก ๆ 5 ปีจากแต่ละประเทศสมาชิก ปัจจุบันมีสมาชิก 732 คนจาก 27 ประเทศ โดยในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงเกือบหนึ่งในสาม (222 คน) แม้สมาชิกแต่ละคนจะมาจากรัฐสมาชิก แต่การจัดกลุ่มภายในรัฐสภานั้นไม่ได้แบ่งตามสัญชาติ แต่แบ่งโดยทิศทางของพรรคการเมือง กลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ พรรคประชาชนยุโรป (European’s People Party) และพรรคประชาธิปไตยยุโรป (European Democrats) ตามมาด้วยกลุ่มสังคมนิยม เสรีนิยม และอนุรักษ์ธรรมชาตินิยม (กรีน) ที่ทำการสภายุโรปตั้งอยู่ในสองเมืองคือ สทราซบูร์ (Strasbourg) ประเทศฝรั่งเศส และบรัสเซลส์ประเทศเบลเยียม โดยประธานสภาคนปัจจุบันคือ Hans Gert Pottering ชาวเยอรมัน

ภารกิจหลักของสภายุโรปจะเป็นการร่วมตัดสินใจกับคณะมนตรีในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การพิจารณาร่างกฎหมายของสหภาพซึ่งริเริ่มโดยคณะกรรมาธิการ การอนุมัติงบประมาณของสหภาพยุโรป ให้การรับรองความตกลงระหว่างประเทศของสหภาพยุโรปกับประเทศนอกกลุ่ม และที่สำคัญที่สุดคือการให้การรับรองผู้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการยุโรป
คณะมนตรียุโรป
สมาชิกคณะมนตรี ประกอบด้วยรัฐมนตรี หรือผู้แทนรัฐบาลจากทุกประเทศสมาชิก ในการประชุมแต่ละครั้งจะมีรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเรื่องนั้น ๆ เข้าร่วม รวมทั้งสิ้น 27 คน เช่น การต่างประเทศ เกษตรกรรม คมนาคม เศรษฐกิจและการเงิน และพลังงาน เป็นต้น หากเป็นการประชุมตัดสินใจประเด็นสำคัญ ๆ ก็จะเป็นการประชุมในระดับประมุขของประเทศ โดยจะมีการประชุมสุดยอดสี่ครั้งต่อปีเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายของสหภาพยุโรป แต่ละประเทศจะมีเสียงโหวตแตกต่างกันตามสัดส่วนจำนวนประชากร การตัดสินใจส่วนใหญ่ใช้แบบเสียงข้างมาก ในขณะที่ประเด็นสำคัญจะใช้ระบบการโหวตแบบเอกฉันท์
คณะมนตรีถือเป็นองค์กรหลักในด้านนิติบัญญัติและด้านการตัดสินใจชี้ขาดของสหภาพยุโรป โดยจะประสานงานกับรัฐสภาในการพิจารณาร่างกฎหมายดังได้กล่าวแล้ว นอกจากนั้นยังเป็นผู้รับผิดชอบด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงร่วมกัน (CFSP: Common Foreign and Security Policy) รวมถึงภารกิจเกี่ยวกับการเปิดเสรีสินค้า บริการ เงินทุน รวมถึงประชาชนด้วย




คณะกรรมาธิการยุโรป

คณะกรรมาธิการเป็นตัวแทนและปกป้องผลประโยชน์ของสหภาพยุโรป โดยเป็นอิสระจากรัฐบาลของแต่ละชาติ คณะกรรมาธิการประกอบด้วยกรรมาธิกร 27 คนจากแต่ละประเทศสมาชิกตามความเชี่ยวชาญโดยจะทำงานร่วมกับข้ารัฐการราว 24,000 คน มีสำนักงานอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ประธานคณะกรรมาธิการจะได้รับการเลือกจากรัฐบาลของประเทศสมาชิกและจะต้องได้รับการรับรองจากสภา ส่วนกรรมาธิการคนอื่น ๆ จะได้รับการแต่งตั้งจากรัฐสมาชิกและต้องได้รับการรับรองจากสภาเช่นกัน มีวาระคราวละ 5 ปี โดยประธานคณะกรรมาธิการคนปัจจุบันคือ นายโฮเซ มานูเอล ดูเรา บาร์โรโซ (José Manuel Durao Barroso) ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของโปรตุเกสด้วย
ภารกิจหลักของคณะกรรมาธิการคือการเสนอร่างกฎหมาย นอกจากนั้นยังดูแลการบริหารงบประมาณของสหภาพยุโรป กรรมาธิการแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบคนละด้าน แต่ละคนมีเจ้าหน้าที่และองค์กรย่อยอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตน เปรียบเทียบได้ว่ากรรมาธิการแต่ละคนคือรัฐมนตรีซึ่งต้องดูแลกระทรวง ทบวง กรมของตนนั่นเอง

ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป

องค์คณะผู้พิพากษาประกอบด้วยผู้พิพากษาจากแต่ละประเทศสมาชิกรวม 27 คน มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศลักเซมเบิร์ก หน้าที่หลักของศาลคือการบังคับใช้ และการตีความกฎหมายเพื่อพิจารณาและชี้ขาดว่ากฎหมายของสหภาพยุโรปได้รับการปรับใช้เหมือนกันในทุกประเทศสมาชิกหรือไม่ พลเมืองของสหภาพยุโรปสามารถยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลได้หากสถาบันต่าง ๆ ของสหภาพยุโรปได้ในกรณีกระทำการผิดกฎหมาย













อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

GMS: Greater Mekong Sub-Region

โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประเทศ 
กัมพูชา-พม่า-สปป.ลาว-เวียดนาม-ไทย-จีนตอนใต้ (ยูนนาน) 

Greater Mekong Subregional (GMS)





1. ความเป็นมา
โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประเทศหรือ หกเหลี่ยมเศรษฐกิจ เริ่มโครงการตั้งแต่ปี2535โดยรัฐบาลไทยได้ขอความช่วยเหลือทางวิชาการจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย(Asean Development Bank: ADB) ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในวงเงิน 100 ล้านบาท สรุปผลการศึกษา ดังนี้
การศึกษาระยะที่ 1กำหนดขอบเขตโครงการแต่ละสาขาและโครงการความร่วมมือที่มีโอกาสและศักยภาพการพัฒนา แล้วเสร็จเดือนกุมภาพันธ์ 2536
การศึกษาระยะที่ 2กำหนดขอบเขตและแผนการดำเนินงาน รวมทั้งข้อเสนอทางเทคนิคที่ใช้ในการพิจารณาและจัดลำดับความสำคัญของโครงการ ซึ่งแบ่งความร่วมมือเป็น สาขาใหญ่ ได้แก่ สาขาคมนาคมขนส่ง สาขาพลังงาน สาขาสื่อสารโทรคมนาคม สาขาท่องเที่ยว สาขาการค้าและการลงทุน สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสาขาสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
การศึกษาระยะที่ 3การจัดทำวิสัยทัศน์การพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำโขง ประเทศ จนถึงปี 2563 (GMS 2020) อยู่ระหว่างการดำเนินงาน

2. วัตถุประสงค์ของความร่วมมือ
2.1 ส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม การเกษตร และบริการ เพื่ก่อ ให้เกิดการจ้างงานและยกระดับการครองชีพของประชาชนในพื้นที่
2.2 ส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการศึกษาระหว่างกัน
2.3 ให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
2.4 ส่งเสริมและเพิ่มขีดความ สามารถและโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีการค้าโลก


3. พื้นที่โครงการ

·        ประกอบด้วยประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา ราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐเวียดนาม สหภาพพม่า และสาธารณรัฐประชาชนจีน (มณฑลยูนนาน)
·        พื้นที่โครงการในส่วนของไทย ประกอบด้วย
จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน และตาก
จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ นครพนม เลย สกลนคร หนองคาย อุดรธานี อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และมุกดาหาร
จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ปราจีนบุรี และสระแก้ว
4. การศึกษาศักยภาพการพัฒนากรอบความร่วมมือ
ผลการศึกษาระยะที่ 1เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาโครงการความร่วมมือระหว่างกันในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ดังนี้
1) ศักยภาพการพัฒนาความร่วมมือของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมีความเป็นไปได้สูงมากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจที่เปิดเสรี การพึ่งพาประเทศเสรีอื่น ๆ และมีการกระจายอำนาจการบริหารมากขึ้น
2) ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนุภูมิภาค อาทิ การขยายตัวทางการค้า การลงทุน และบริการ การถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน และ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
3) แนวทางดำเนินงาน:รัฐบาลเป็นผู้นำการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน   และส่งเสริมให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรมและการบริการต่าง ๆ ที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างพอเพียง


4) สาขาที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาความร่วมมือ สาขา ได้แก่
1สาขาคมนาคมขนส่ง: คมนาคมทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ 

2. สาขาพลังงาน: การพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำ ก๊าซ และน้ำมัน 

3. สาขาสื่อสารโทรคมนาคม 
4. สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์: การพัฒนาฝีมือแรงงาน การศึกษา และสาธารณสุข 
5. สาขาท่องเที่ยว สาขาสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สาขาการค้าและการลงทุน


5) ผลประโยชน์ที่คาดว่าไทยจะได้รับ
·        ขยายฐานทางอุตสาหกรรมและบริการของไทยจะกว้างขึ้น
·        การพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านที่หลากหลายและราคาต่ำกว่าการนำเข้าจากประเทศนอกกลุ่ม โดยเฉพาะการพึ่งพาไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน และแหล่งแร่ต่าง ๆ
·        ช่วยสนับสนุนการปรับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมของไทยที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นโดยการพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเป็นฐานวัตถุดิบและอุตสาหกรรมพื้นฐานให้กับไทย
ผลการศึกษาระยะที่ 2แนวทางการดำเนินงาน การจัดลำดับความสำคัญของโครงการ และข้อเสนอทางเทคนิคในแต่ละสาขาความร่วมมือ ดังนี้
1) แนวทางการดำเนินงานและการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ
·        สนับสนุนโครงการที่มีลักษณะเป็นการปรับปรุงมากกว่าโครงการที่ก่อสร้างใหม่
·        โครงการที่มีลำดับความสำคัญไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับทั้ง ประเทศ  โดยจะให้ความ สำคัญกับโครงการที่ประเทศที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นชอบแล้ว
·        โครงการควรมีศักยภาพทางการค้าการลงทุนและระบบเศรษฐกิจเสรี
·        โครงการด้านคมนาคมขนส่งควรแบ่งการพัฒนาเป็นช่วง  เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันทีและเป็นรูปธรรม
·        ส่งเสริมโครงการที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันในอนุภูมิภาค และมีความเป็นไปได้ในการจัดหาแหล่งเงินทุน
2) ข้อเสนอด้านเทคนิคและแผนงานในแต่ละสาขาความร่วมมือ ดังนี้
·        สาขาคมนาคมขนส่ง: ศึกษาโดยบริษัท PADECO
(1) โครงข่ายเชื่อมโยงทางถนนโครงการที่มีลำดับความสำคัญสูงและการศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ 5 โครงการ ได้แก่ ุ
·        เส้นทางกรุงเทพฯ-อรัญประเทศ-พนมเปญ-โฮจิมินห์ซิตี้-วังเตา ุ
·        เส้นทางเชื่อมโยงตามแนวตะวันตก-ตะวันออก (ไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม)
1.  นครพนม-ท่าแขก-คำเกิด(ทางหมายเลข 8)-วินห์
2.  นครพนม-ท่าแขก (ทางหมายเลข 12)-ฮอนลา
3.  มุกดาหาร-สะหวันนะเขต (ทางหมายเลข 9)-ดองฮา-ดานัง ุ
·        เส้นทางเชื่อมโยงไทย-พม่า-จีน (แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง-ต้าหลั่ว-เชียงรุ่ง) ุ
·        เส้นทางเชื่อมโยงไทย-สปป.ลาว-จีน (เชียงของ-หลวงน้ำทา-บ่อเต็น-เชียงรุ่ง)
(2) โครงข่ายการบิน: การศึกษาเพื่อปรับปรุงสนามบินในกัมพูชา พม่า เวียดนาม และยูนนาน
(3) โครงข่ายทางน้ำ : ศึกษาการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมทางแม่น้ำโขงจากจีนตอนใต้  ลงมายังประเทศไทย
·        สาขาพลังงาน: ศึกษาโดยบริษัท Norconsult
(1) การศึกษาอุปสงค์/อุปทานด้านพลังงานในอนุภูมิภาคการพัฒนาระบบเชื่อมโยง (Grid System) บทบาทภาคเอกชน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม
(2) เน้นการพัฒนาโครงการพลังงานขนาดเล็กและขนาดกลางซึ่งจะใช้ระยะเวลาและเงินลงทุนน้อยกว่าโครงการขนาดใหญ่
(3) โครงการที่มีลำดับความสำคัญสูง ได้แก่ การพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาว โครงการสาละวิน โครงการท่อส่งก๊าซจากอ่าวมะตะบัน-ไทย และ


4.โครงการท่อส่งก๊าซ/น้ำมันจากภาคใต้ของเวียดนาม-ไทย

·        สาขาสิ่งแวดล้อม: ให้ความสำคัญกับการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติระหว่างกันภายในกลุ่ม และการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการทำลายป่า คุณภาพน้ำ และการจัดการทรัพยากรน้ำ โดย
(1) สนับสนุนให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม โดยการปรับปรุงกฎหมาย มาตรฐานการฝึกอบรม การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การจัดการ และการควบคุมที่เหมาะสม
(2) การจัดทำระบบข้อมูลและการติดตามด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) และภาพถ่ายดาวเทียม
·        สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ : ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือด้านการฝึกอบรมบุคลากรทางการเกษตร สาธารณสุข พลังงาน การเงิน/ การธนาคาร บริการ และการวางแผนพัฒนา
·        สาขาการค้าและการลงทุน : สนับสนุนการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันและการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศรวมทั้งการศึกษาปัญหา/อุปสรรคทางการค้าและการลงทุนอาทิ การกีดกันทางการค้า การลดขั้นตอนการลงทุน และอุปสรรคด้านกฎหมายต่าง ๆ
·        สาขาท่องเที่ยว : ความร่วมมือด้านท่องเที่ยวไม่จำกัดเฉพาะการส่งเสริมนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ แต่รวมถึงการท่องเที่ยวภายในอนุภูมิภาคด้วยกันเองด้วย โดยการพัฒนาประกอบด้วย
(1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การปรับปรุงสนามบิน และการก่อสร้างโรงแรม 

(2) การพัฒนาบุคลการทางการท่องเที่ยว 

(3) การพัฒนาอย่างมีคุณภาพและสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่น

·        สาขาโทรคมนาคม:การประเมินศักยภาพและวางแผนการพัฒนาในแต่ละประเทศโดยเน้นบทบาทภาครัฐและเอกชนการพัฒนาระบบมาตรฐานราคา และการลงทุนโครงการที่เอื้ออำนวยต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค



5. การจัดองค์กรบริหาร โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประเทศ 


ดำเนินงานภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน พ.ศ. 2538
5.1 โครงสร้างองค์กรระหว่างประเทศ
·        ระดับรัฐมนตรี ประเทศ : การจัดตั้งคณะกรรมการระดับรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารและกำกับดูแลโครงการสำหรับประเทศไทยรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
·        ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส : การแต่งตั้งคณะกรรมการเจ้าหน้าที่อาวุโส ประเทศ เพื่อกำกับดูแลงานด้านปฏิบัติงาน โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
·        ระดับคณะทำงาน : คณะทำงานรายสาขาอาทิสาขาคมนาคมขนส่งสาขาโทรคมนาคมสาขาพลังงานสาขาการค้าการลงทุน สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสาขาสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับประเทศไทย เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของหน่วยงานหลักเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
5.2 โครงสร้างองค์กรภายในประเทศ ุ
·        ระดับนโยบาย: คณะกรรมการประสานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (กพบ.): โดยมี
o        นายกรัฐมนตรี หรือ รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ
o        เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ รองเลขา    ธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเลขานุการคณะ กรรมการฯ
o        สำนักงานคณะกรรมการประสานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน(สพบ.)ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใน
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นสำนักงานเลขานุการ
·        ระดับปฏิบัติ: ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการรายสาขาจำนวน9ชุดโดยมีเจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวง/หน่วยงานหลักเป็นประธาน ประกอบด้วย
(1)  คณะอนุกรรมการบริหารการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำตามแนวชายแดน โดยมีรัฐมนตรี  ว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน
(2)  คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน
(3)   คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือด้านโทรคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน
(4)   คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเป็นประธาน
(5)  คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือด้านเกษตรและประมงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน
(6)  คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านโดยมีรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นประธาน
(7)  คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนการเงิน และอุตสาหกรรมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีอธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์เป็นประธาน
(8)  คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับประเทศเพื่อนบ้านโดยมีอธิบดีกรมวิเทศสหการเป็นประธาน
(9)   คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือด้านศุลกากรกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีอธิบดีกรมศุลกากรเป็นประธาน
(10)  คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาการเกษตร และวางแผนการใช้ที่ดิน ตามแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้